มะเร็งกระเพาะอาหาร Stomach Cancer

มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach Cancer)

ข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงและพรากชีวิตผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารไปมากที่สุด คือการคิดไปเองว่าอาการปวดท้อง จุกเสียด หรืออาหารไม่ย่อย เป็นเพียงแค่ “โรคกระเพาะธรรมดา” หรือ “กรดไหลย้อน” ผู้ป่วยจำนวนมากเลือกที่จะซื้อยาลดกรดมารับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือการ “ซื้อเวลา” ให้กับเซลล์มะเร็งได้ลุกลามจนทะลุผนังอวัยวะ

ที่ RoyalLee Cancer Hospital Guangzhou ภายใต้ปรัชญา เราเคารพในชีวิต (Respecting Life) เราเชื่อว่าการมอบข้อเท็จจริงทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมา คือวิถีทางเดียวที่จะปลุกผู้ป่วยจากความชะล่าใจ การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารต้องอาศัยความเด็ดขาด การผ่าตัดนำกระเพาะอาหารออกไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเท่ากับการปล่อยให้มะเร็งกัดกินร่างกายจนหมดทางรักษา

บทความนี้จะสรุปข้อเท็จจริงที่คุณต้องรู้ เพื่อเตรียมคุณให้พร้อมในฐานะ “คู่หูในการรักษา” (Active Partner) ร่วมกับทีมแพทย์

ทำความเข้าใจมะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach Cancer)

1. มะเร็งกระเพาะอาหาร คืออะไร?

คำจำกัดความ: เกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุผิวด้านในสุดของกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเรื้อรังและกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง ก่อนจะค่อยๆ ลุกลามฝังลึกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะ และทะลุออกสู่อวัยวะข้างเคียง

ประเภทที่ต้องแยกให้ชัดเจน: * มะเร็งชนิดต่อม (Adenocarcinoma): พบมากที่สุดถึง 90-95% เกิดจากเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเมือกในกระเพาะอาหาร มักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินและการติดเชื้อ

  • มะเร็งเนื้องอกจิสต์ (GIST – Gastrointestinal Stromal Tumor): พบได้น้อยกว่า เกิดจากเซลล์ผนังกล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร ความสำคัญคือ มะเร็งชนิดนี้ตอบสนองต่อ “ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy)” ได้ดีเยี่ยมมาก
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะ (Gastric Lymphoma): เกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ผนังกระเพาะ การรักษาหลักมักเป็นยาเคมีบำบัดหรือยาพุ่งเป้า มากกว่าการผ่าตัด

2. สังเกตอาการและสัญญาณเตือน

อาการที่พบบ่อย (Common Symptoms):

  • ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ (คล้ายโรคกระเพาะ) ที่กินยาแล้วไม่หายขาด
  • รู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติ (Early satiety) กินได้เพียงนิดเดียวก็รู้สึกอืดแน่น
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง

Red Flags (สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์เพื่อส่องกล้องทันที):

  • อาเจียนเป็นเลือด หรือมีสีดำคล้ายกากกาแฟ
  • ถ่ายดำ (Melena): อุจจาระมีสีดำสนิทและเหนียวเหมือนยางมะตอย มีกลิ่นเหม็นคาวจัด (เกิดจากเลือดที่ออกในกระเพาะผสมกับน้ำย่อย)
  • น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ได้ตั้งใจ กลืนอาหารแล้วรู้สึกติดขัด หรือคลำพบก้อนแข็งที่หน้าท้องส่วนบน

3. สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นหนึ่งในมะเร็งที่เชื่อมโยงกับ “พฤติกรรมการกิน” และ “การติดเชื้อ” อย่างชัดเจนที่สุด:

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori: คือผู้ร้ายอันดับหนึ่ง แบคทีเรียชนิดนี้ทำให้กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังจนกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้
  • อาหารรสจัดและของหมักดอง: การกินอาหารหมักดอง อาหารเค็มจัด อาหารรมควัน (เช่น เบคอน ไส้กรอก เนื้อย่างไหม้เกรียม) เป็นประจำ จะเพิ่มสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนในกระเพาะ
  • พฤติกรรม: การสูบบุหรี่จัดและการดื่มแอลกอฮอล์
  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมียีนกลายพันธุ์ CDH1
  • กลุ่มที่ควรคัดกรอง: ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง กินยาเกิน 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ควรได้รับการ ส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ทันที

4. การวินิจฉัย (Diagnosis)

  1. การส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อ (Upper Endoscopy & Biopsy): นี่คือมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) แพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กเข้าทางปากเพื่อดูรอยแผลในกระเพาะ และหนีบชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา
  2. การทำภาพถ่ายรังสี (CT Scan / PET-CT): เมื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็ง ต้องสแกนช่องท้องเพื่อดูว่าก้อนเนื้อมะเร็งทะลุกำแพงกระเพาะออกไปติดตับ ตับอ่อน หรือกระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้วหรือไม่
  3. การตรวจยีนระดับโมเลกุล (Molecular Testing): ชิ้นเนื้อจะต้องถูกนำไปทดสอบหาตัวรับพิเศษ (เช่น HER2, PD-L1, MSI) เพื่อใช้ในระบบ OncoMatch สำหรับการจัดหายาพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด

5. ระยะของโรค (Staging)

  • ระยะที่ 1-2 (ระยะเริ่มต้น): มะเร็งยังอยู่แค่ชั้นเยื่อบุผิว หรือกินลึกแค่ชั้นกล้ามเนื้อกระเพาะ โอกาสรักษาหายขาดด้วยการผ่าตัดสูงมาก
  • ระยะที่ 3 (ระยะลุกลามเฉพาะที่): มะเร็งทะลุผนังกระเพาะอาหารออกไปด้านนอก และแพร่กระจายเข้าสู่ “ต่อมน้ำเหลือง” โดยรอบ ต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน (เคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัด)
  • ระยะที่ 4 (ระยะแพร่กระจาย – Metastasis): เซลล์มะเร็งกระจายเข้ากระแสเลือดหรือหลุดร่วงลงไปในช่องท้อง อวัยวะที่มักลุกลามไปคือ: ตับ ปอด และเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneum)

6. ทางเลือกในการรักษา (Treatment Options)

การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารต้องทำแบบบูรณาการ (Multidisciplinary) ทีมแพทย์ MDT ของ RoyalLee จะออกแบบแผนการรักษาที่เด็ดขาดที่สุด:

วิธีการรักษารายละเอียดโดยสังเขป
การผ่าตัด (Surgery)คือวิธีเดียวที่หวังผลหายขาดได้ มีทั้งการตัดกระเพาะออกบางส่วน (Subtotal) หรือ ตัดออกทั้งหมด (Total Gastrectomy) และนำลำไส้เล็กมาต่อตรงกับหลอดอาหารแทน แม้จะไม่มีกระเพาะอาหาร มนุษย์ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติเพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิถีการกิน
เคมีบำบัด (Chemotherapy)ในระยะ 2-3 มาตรฐานปัจจุบันคือการให้เคมีบำบัด “ก่อนผ่าตัด” (Neoadjuvant) เพื่อทำให้ก้อนมะเร็งยุบตัวลง ลดการแพร่กระจาย และช่วยให้ผ่าตัดได้เกลี้ยงขึ้น
ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)หากผลตรวจชิ้นเนื้อจากระบบ OncoMatch พบว่ามีโปรตีน HER2 เป็นบวก ผู้ป่วยจะได้รับยาพุ่งเป้า (เช่น Trastuzumab) ร่วมกับเคมีบำบัด ซึ่งเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)นวัตกรรมที่นำมาใช้ในระยะแพร่กระจาย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีผลตรวจ PD-L1 สูง หรือมีความผิดปกติของยีนชนิด MSI-H
เทคโนโลยี HIPECสำหรับกรณีที่มะเร็งหลุดร่วงและกระจายไปตามเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneal Metastasis) แพทย์อาจใช้การให้ยาเคมีบำบัดชนิดอุณหภูมิสูงล้างช่องท้องโดยตรง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ฝังตัวอยู่

7. การดูแลตัวเองและผลข้างเคียง (Lifestyle & Management)

ส่วนที่ 1: การเตรียมตัวก่อนเริ่มการรักษา (เตรียมความพร้อม)

  • เตรียมสุขภาพใจเพื่อปรับวิถีชีวิตใหม่: หากคุณต้องถูกตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด คุณจะสูญเสีย “ถังพักอาหาร” ไปตลอดกาล ต้องเตรียมตัวฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียดที่สุด และแบ่งทานมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน
  • หยุดบุหรี่และแอลกอฮอล์เด็ดขาด: เพื่อป้องกันแผลผ่าตัดปริแตก และลดความเสี่ยงภาวะปอดอักเสบหลังดมยาสลบ
  • ตุนโปรตีน: ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารมักมีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ต้องเน้นโปรตีนย่อยง่าย (เช่น ปลา ไข่ หรือเวย์โปรตีน) เพื่อสร้างความทนทานก่อนรับเคมีบำบัด

ส่วนที่ 2: การจัดการเมื่อเข้าสู่การรักษา (Managing Side Effects)

  • รับมือ Dumping Syndrome: หลังตัดกระเพาะอาหาร หากคุณกินน้ำตาล หรือกินอาหารเร็วเกินไป อาหารจะตกพรวดลงสู่ลำไส้เล็ก ทำให้มีอาการใจสั่น เหงื่อแตก หน้ามืด คลื่นไส้อย่างรุนแรง วิธีแก้: กินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงของหวานจัด และห้ามดื่มน้ำพร้อมมื้ออาหาร (ให้ดื่มก่อนหรือหลังมื้ออาหาร 30 นาที)
  • ภาวะขาดวิตามิน B12: กระเพาะอาหารทำหน้าที่ดูดซึมวิตามิน B12 ที่สร้างเม็ดเลือดแดง หากตัดกระเพาะออกหมด คุณจะต้อง “ฉีด” วิตามิน B12 เข้ากล้ามเนื้อไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางรุนแรง
  • สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วน: ปวดท้องบิดเกร็งรุนแรง อาเจียนต่อเนื่องไม่หยุด (สัญญาณลำไส้อุดตันหลังผ่าตัด) หรือมีไข้สูงหนาวสั่น

8. คำถามที่ควรทบทวนกับแพทย์ (Doctor Checklist)

อย่าพยักหน้าถ้ายังไม่เข้าใจ จดคำถามเหล่านี้ไปถามอายุรแพทย์มะเร็งหรือศัลยแพทย์ของคุณ:

  1. มะเร็งของฉันเป็นระยะที่เท่าไหร่ และก้อนมะเร็งทะลุผนังกระเพาะออกไปหรือยัง?
  2. การผ่าตัดครั้งนี้ ต้องตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด (Total Gastrectomy) หรือตัดออกเพียงบางส่วน?
  3. ชิ้นเนื้อของฉันได้ถูกนำไปตรวจหาค่า HER2, PD-L1 หรือยีน MSI เพื่อประเมินโอกาสการใช้ยาพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดแล้วหรือยัง?
  4. ที่โรงพยาบาลมีนักกำหนดอาหารคลินิก (Dietitian) เพื่อสอนวิธีจัดตารางมื้ออาหารและป้องกัน Dumping Syndrome หลังผ่าตัดหรือไม่?

บทสรุป: การปล่อยให้ความกลัวมาบดบังข้อเท็จจริง และทนปวดท้องโดยพึ่งพายาลดกรดไปวันๆ คือการยื่นโอกาสให้มะเร็งกระเพาะอาหารทำลายชีวิตคุณ แม้การสูญเสียกระเพาะอาหารจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ แต่มนุษย์สามารถปรับตัวและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้หากได้รับการรักษาและฟื้นฟูอย่างถูกต้อง ปล่อยให้หน้าที่การทำลายมะเร็งเป็นของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แม่นยำ และหน้าที่ในการเคร่งครัดเรื่องโภชนาการเป็นของคุณ

อ้างอิงข้อมูลจาก: National Cancer Institute (NCI) และ American Society of Clinical Oncology (ASCO)

อัปเดตข้อมูลล่าสุด: เมษายน 2026

ปรึกษาทีมแพทย์: หากคุณมีผลการตรวจ MRI หรือ CT Scan แล้วสามารถส่งประวัติทางการแพทย์มาให้ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ (MDT) ของ RoyalLee ประเมินได้ทันที